วันอังคาร, ตุลาคม 27

3-3 หลักการใช้สี: วงล้อสี

ในหัวข้อที่แล้ว เราได้รู้แล้วว่าสีมีคุณลักษณะอย่างไรบ้าง ในหัวจ้อนี้ก็จะเป็นเรื่องสุดท้ายแล้วของการใช้สีนะครับ
เราจะพาไปรู้จักกับคำๆนึง คือคำว่าวงล้อสีนั้นเอง วงล้อสีหรือ Colour Wheel ถามว่ามันมีประโยชน์อย่างไร
ถ้านักศึกษาไม่มีหัวทางด้านศิลปะเลย มองไม่ออกเลยว่าจะเอาสีใดมาอยู่กับสีใด ใช้สีแบบไหนถึงจะสวยงาม
ดังนั้นวงล้อสีนี่แหละ จะเขามาช่วยตรงนี้นะครับ
วงล้อสีภาษาอังกฤษเรียกว่า Colour Wheel โดยปกติแล้วก็จะมีน่าตาแบบนี้นะครับ
Colour Wheel จะแบ่งออกเป็ย 12 ช่องเท่าๆกัน ซึ่ง
แต่ละช่องก็จะมีสีที่แตกต่างกัน ที่มาของวงล้อสีก็จะเกิดจากการผสมสีของสารทั้งหมด 3 ครั้ง ครั้งที่ 1 ก็คือยังไม่ผสมกันก็จะเริ่มก็จะเริ่มด้วยแม่ที่ทั้ง 3 ก็คือ
สีแดง สีเหลือง สีน้ำเงิน ถูกกระจายไว้ในช่องต่างๆในระยะห่างเท่าๆกัน แล้วต่อมาผสมครั้งที่ 2 อย่างเช่น สีเหลืองกับสีแดงผสมกันก็ได้เป็นสีส้ม สีแดงสีน้ำเงินผสมกันได้เป็นสีม่วง สีเหลืองผสมสีน้ำเงินผสมกันได้เป็นสีเขียวนั้นคือครั้งที่ 2 ส่วนผสมครั้งสุดท้ายก็จะน้ำสีที่อยู่ใกล้ๆกันมาผสมกันอีก เช่น ส้มกับแดงผสมกันก็จะเป็นส้มแดงหรือว่าแดงส้มจะไม่ชื่อเรียกที่ชัดเจน
ถ้าเป็นเรื่องกับเขียวก็จะได้เป็นเขียวเหลืองหรือเหลืองอมเขียวก็จะไม่มีชื่อเรียกที่ชัดเจน นี่คือที่มาของวงล้อสีทั้ง 3 Step ในคลิปก่อนๆอาจารย์ได้พูดถึงเรื่อง สีโทนร้อนกับสีโทนเย็นไปแล้ว สีโทนร้อนกับสีโทนเย็นจริงๆแล้วนั้นแบ่งมาจากวงล้อสี
ถ้าเราดูจากวงล้อสีแล้ว
ถ้าดูจากสีที่เป็นเหลืองๆแล้วไล่มาแดงๆก็จะเป็นสีโทนร้อน ส่วนที่เหลือตั้งแต่ม่วงมาเขียวก็จะเป็นสีโทนเย็น
ดังนั้นเรารู้แล้วว่าสีโทนร้อนและโทนเย็นนั้นแบ่งมาจากวงล้อสี ครึ่งนึงเป็นโทนร้อนครึ่งนึงเป็นโทนเย็นนั้นเอง ภาพนี้ก็จะเป็นสรุปวงล้อสีที่ไม่แยกเป็นสามรูปเหมือนก่อนหน้านี้ Step ที่ 1 คือ Primary คือยังไม่ผสมกัน Step ที่ 2 คือ Secondary คือผสมกันครั้งที่ 1 และ Step สุดท้ายคือ Tertiary คือผสมกันครั้งที่ 2 ก็จะทำให้วงล้อสีเต็มทั้งหมด 12 ช่อง คราวนี้
ถ้าเรารู้แล้วว่าวงล้อสีนั้นมีที่มาอย่างไรแบ่งเป็นกี่ช่อง แล้วเราจะเอาวงล้อสีไปใช้งานอย่างไร โดยหลักการแล้วการใช้วงล้อสีนั้นมี 6 วิธี วิธีที่ 1 เรียกว่าการใช้แบบสีเดียว วิธีที่ 2 เรียกว่าการใช้แบบสีข้างเคียง ยังไม่ต้องสงสัยนะครับ
เดี๋ยวดูหัวข้อคร่าวๆก่อน วิธีที่ 3 คือการใช้สีคู่ตรงกันข้าม วิธีที่ 4 คือใช้ 3 สี วิธีที่ 5 คือใช้ 4 สี และวิธีสุดท้ายวิธีที่ 6 คือใช้ 6 สี วิธีที่ 1 คือการใช้วงล้อแบบสีเดียวหรือว่า Monochrome นั้นก็ง่ายๆเลยคือนักศึกษาก็เลือกสีใดสีนึงมาใช้ได้เลย เช่น
ถ้านักศึกษาเลือกสีแดงภาพนั้ินก็จะออกเป็นโทนแดงๆทั้งหมดไม่มีสีอื่นมาเจือปน นักศึกษาจะทำได้แค่ปรับค่าความสว่างของสีให้เป็นแดงเข้มๆหรือแดงอ่อนๆ กับความสดของสีเท่านั้นนะครับ
สดของสีคือเป็นแดงสดหรือแดงซีดๆเท่านั้น
แต่ทั้งหมดของภาพรวมก็จะมีแค่สีแดงไม่มีสีอื่นมาปน อย่างภาพนี้ก็จะเป็นการใช้สีแบบสีเดียวหรือว่า Monochrome นั้นเอง ก็จะเป็นการเลือกใช้สีส้มๆน้ำตาลๆในภาพจะมีแค่สีๆเดียวไม่มีสีอื่นมาปนก็คือภาพสีซีเปียนั้นเอง หรือในตัวอย่างนี้จะเป็นการออกแบบภาพอินโฟกราฟิก ก็เป็นการคุมโทนสีโดยใช้แค่สีน้ำเงินปรับให้จางก็จะเป็นฟ้าอ่อนปรับให้เข้มก็เป็นฟ้าเข้มที่โดยรวมก็มีแค่สีน้ำเงิน หลักการใช้สีวงล้อสีในแบบที่ 2 ก็คือการใช้สีแบบข้างเคียงถาษาอังกฤษคือ Analogous จำคำนี้ให้ดีๆ คือ การใช้สีข้างเคียงที่อยู่ใกล้ๆกันตั้งแต่ 2 สี 3 สี 4 สี ขึ้นไป เช่น ภาพนี้อินโพกราฟิกนี้ก็จะใช้ ตั้งแต่เหลือง ส้ม ส้มเข้ม ไปแดง นี้คือใช้ 4 สี พอออกแบบมาแล้วในภาพรวมก็จะเป็นการคุมโทนให้อยู่ใกล้ๆกันมันก็จะดูสวยงาม หรือในโลโก้ MasterCard ก็จะมีสีส้มๆแดงๆซึ่งเป็นสีที่อยู่ติดกันนั้นเอง นี่การใช้สีแบบข้างเคียงหรือ Analogous นั้นเอง จริงๆแล้ววงล้อสีก็ไม่ใช้เกี่ยวกับการออกแบบกราฟิกเพียงอย่างเดียว นี่คือการถ่ายภาพ เป็นการใช้สีแบบ Analogous ใช้สีตั้งแต่เขียวๆลงมาเหลืองก็จะทำให้ภาพคุมโทนสวยงามดี หลักการใช้สีอีกอย่างคือการใช้สีแบบคู่ตรงข้ามหรือ Complimentary หนังสือบ้างเล่มใช้คำว่า Dyaas ก็ได้ การใช้สีแบบคู่ตรงข้ามก็จะเป็นการใช้สีแบบง่ายมากคือการเลือกใช้สีที่อยู่ตรงข้ามกันสรุปจะใช้ได้ 2 สี เช่น สีเหลืองตรงข้ามกับสีม่วง สีแดงตรงข้ามกับสีเขียว สีส้มตรงข้ามกับสีน้ำเงิน สีเขียวเหลืองตรงข้ามกับสีม่วงแดง สีเขียวน้ำเงินตรงข้ามกับแสดแดงหรือสีแสดเหลืองตรงข้ามกับสีน้ำเงิน นี้คือการจับคู่อย่างในอินโฟกราฟิกแบบนี้ก็จะเป็นการใช้สีแบบคู่ตรงข้ามคือการใช้สีน้ำเงินกับสีส้มเพราะ 2 สีนี้ตรงข้ามกัน หลักการใช้สีในแบบสี่คือการใช้สีแบบ 3 สี หรือ Triads ซึ่งการใช้ 3 สีก็จะแบ่งออกเป็น 2 คือการใช้แบบห่างเท่ากันและห่างไม่เท่ากันด้วย มาดูอันแรกคือสามสีแบบห้างเท่ากันคือการใช้สีที่อยู่ห่างสามช่อง เช่น แดง เหลือง น้ำเงิน คือมันอยู่ห่างเท่าๆกันคือมีสีมาขั้น 3 ช่องใน
แต่ละสี เช่นโลโก้ BurgerKing ใช้เหลืองแดงน้ำเงิน เช่น อินโฟกราฟิกนี้ใช้ เขียว ม่วง และส้ม
นอกจากนี้ยังมีการใช้สีสามสีแบบระยะห่างไม่เท่ากันด้วย เช่น ภาพนี้ใช้การถ่ายที่สีห่างไม่เท่ากัน หลักการใช้วงล้อสีแบบที่ 5 คือการใช้สีแบบ 4 สี หรือ Tetrads ก็จะแบ่งออกเป็น 2 แบบอีกคือแบบ 4 สีห่างเท่ากัน และ 4 สีห่างไม่เท่ากันก็เหมือน 3 สีเลย 4 สีแบบห่างเท่ากันคือห่างกันอย่างละ 2 เช่น ภาพนี้ใช้ 4 สี และอันนี้เป็นระยะห่างแบบไม่เท่ากันเช่น โลโก้ของกูเกิ้ลก็ใช้หลักการแบบ 4 สีห่างไม่เท่ากัน มีน้ำเงิน แดง เหลือง และเขียว อาจารย์ก็พึ่งสังเกตกูเกิ้ลและอีเบย์ใช้สีเดียวกันเลย หลักการใช้สีแบบสุดท้ายคือการใช้สีแบบ 6 สี หรือ Hexads นั้นเอง Haxads ก็จะเป็นการเลือกใช้ 6 สีจะไม่มีแบ่งแล้วแบบเท่ากันไม่เท่ากัน แค่เลือกมาเลย 6 สี เฃ่น โลโก้นี้เขาก็เลือกใช้ 6 สีมีเหลือง ส้ม แดง ม่วง ฟ้า เขียว และกราฟิกภาพนี้ด้วยนะครับ
6 สีก็ใช้งานไม่ยากแจ่จ้องระวังด้วยว่างานของเราต้องการสีเยอะไหม อาจทำให้งานเราไม่มีเอกลักษณ์ อัตลักษณ์ต้องระวังด้วย และทั้งหมดนี้ก็เป็นเรื่องของหลักการใช้สีในอนาคต
ถ้านักศึกษาต้องออกแบบกราฟิก ไม่ว่าจะเป็นสื่อสิ่งพิมพ์ เวบไซต์ e-Commerce ต่างๆ นักศึกษาจะได้เรียนในสัปดาห์ต่อๆไปนั้น อย่าลืมนำหลักการใช้สีโดยเฉพาะเรื่องของวงล้อสีไปใช้ในการออกแบบด้วยนะครับ
อาจารย์รับรองว่านักศึกษาจำวงล้อสีได้และใช้มันเป็นงานออกแบบของนักศึกษาจะออกแบบออกมาสวยงามแน่นอน และพบกันในคลิปหน้าครับ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *